ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมฝ่าวิกฤตพลังงาน เร่งแผนขยาย EV Truck รวมสิ้นปี 44 คัน หนุนแผนคุมต้นทุน–เสริมแกร่งซัพพลายเชนไม่สะดุด ตั้งเป้าช่วยลดการใช้น้ำมันรวม 457,000 ลิตร

กรุงเทพฯ 16 เมษายน 2569 – ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมฝ่าวิกฤตพลังงาน เร่งขยายการใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ในระบบโลจิสติกส์ เพิ่มอีก 20 คัน รวมสิ้นปีเป็น 44 คัน เสริมประสิทธิภาพการกระจายสินค้า ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาคหลักทั่วประเทศ รองรับความผันผวนด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม เสริมมาตรการช่วยลดต้นทุนเพื่อลดทอนผลกระทบด้านราคาสินค้า ควบคู่กับการสร้างความมั่นใจเรื่องความพร้อมของสินค้าเพื่อจำหน่ายในทุกสาขายังคงดำเนินได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้าลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้กว่า 457,000 ลิตร ภายในปี 2569

นายธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนของพลังงานโลก ได้สร้างแรงกดดันต่อทั้งภาคธุรกิจและค่าครองชีพของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตัวเลขการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งส่วนบุคคลและเพื่อการพาณิชย์เติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จากข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พบว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 372,662 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 63.83 ทั้งนี้ มีรถกระบะและรถแวนเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกัน  ในปี 2567 ร้อยละ 77.22 และรถบรรทุกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 38.39 สะท้อนถึงความจำเป็นในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเร่งพัฒนาทางเลือกด้านพลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร ท็อปส์จึงเดินหน้าเร่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ โดยนำรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) มาเป็นกลไกสำคัญในการบริหารซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ควบคุมต้นทุน และสร้างความมั่นใจว่าสินค้ายังคงพร้อมจำหน่ายอย่างต่อเนื่องในทุกสาขา”

ปัจจุบันท็อปส์มีการใช้งานรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) รวมทั้งสิ้น 24 คัน รองรับการกระจายสินค้าทั้งแบบควบคุมอุณหภูมิและอุณหภูมิปกติ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาคหลักทั่วประเทศ เพื่อกระจายสินค้าไปยังท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ เดลี่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา รถ EV Truck ของท็อปส์มีระยะทางการวิ่งรวมกว่า 1,682,938 กิโลเมตร หรือเทียบเท่าระยะทางไป-กลับจากเชียงราย–เบตง กว่า 467 รอบ พร้อมช่วยลดการใช้น้ำมันได้กว่า 262,568 ลิตรต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 690 ตันคาร์บอนเทียบเท่า

ทั้งนี้ เพื่อรับมือสถานการณ์ราคาน้ำมันผันผวนและตอบรับกับนโยบายของรัฐในการร่วมประหยัดพลังงาน และลดการใช้น้ำมัน  ท็อปส์ตั้งเป้าขยายการใช้งานรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) โดยวางแผนเพิ่มรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าขนาด 4 ล้อ อีกจำนวน 20 คัน รวมเป็น 44 คันภายในสิ้นปี 2569 นอกจากนี้ หากสถานการณ์น้ำมันส่อแนวโน้มเข้าขั้นวิกฤต ท็อปส์ยังเตรียมแผนสำรองที่จะขยายรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษอีกจำนวน 20 คัน รองรับการขนส่งสินค้าทั้งแบบควบคุมอุณหภูมิและอุณหภูมิปกติ พร้อมเสริมกำลังการกระจายสินค้าในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลให้ต่อเนื่องที่สุด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง ควบคู่กับการลดต้นทุนพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยตั้งเป้าช่วยลดการใช้น้ำมันได้เพิ่มเติมอีกกว่า 457,000 ลิตรต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1,202 ตันคาร์บอนเทียบเท่า

นอกจากนี้ การลดการใช้พลังงานนับเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญของท็อปส์ในการดูแลสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพบริการ และขับเคลื่อนสู่ Green Logistics อย่างยั่งยืน โดยเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ ‘12 Missions to Sustainable Retail’ ภายใต้ปรัชญา “CRC Care” มิติ “Care for the Environment” มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593

“เรายังคงยืนยันความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าความผันผวนของราคาน้ำมันจะไม่ส่งผลกระทบต่อการกระจายและเติมสินค้า พร้อมเดินหน้าพัฒนาโซลูชัน
โลจิสติกส์ที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน และตอกย้ำบทบาทท็อปส์ในฐานะผู้นำฟู้ดรีเทลที่ผู้บริโภคไว้วางใจ พร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์” นายธนวัตร กล่าวสรุป

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.TOPS.co.th, เฟซบุ๊ก TOPSThailand และแอปพลิเคชันไลน์ @TOPSThailand

#TOPS #EveryDayDISCOVERY #SustainableRetail #TOPSEVTrucks

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล พร้อมเคียงข้างคนไทย เดินหน้าขานรับนโยบายรัฐ ร่วม “ไทยช่วยไทย” ขนทัพสินค้า Own Brand กว่า 656 รายการ ช่วยลดภาระค่าครองชีพ พร้อมเสริมความเชื่อมั่นผู้บริโภค วันนี้ – 31 พ.ค.

กรุงเทพฯ 1 เมษายน 2569 – ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ประกาศพร้อมเคียงข้างคนไทย เดินหน้าขานรับนโยบายภาครัฐ เข้าร่วม “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ภายใต้การดำเนินงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมลดภาระค่าครองชีพและบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลต่อราคาสินค้าในภาพรวม ผ่านการนำเสนอสินค้า Own Brand กว่า 656 รายการ พร้อมส่วนลดสูงสุด 50% และราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 10 บาท ครอบคลุมสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างครบครันจากกว่า 11 แบรนด์ อาทิ TOPS, My Choice, Smarter, Love The Value, Chef Selection, Baggy, Sofu Skin, Snacker, Yindee, Kon Thai และ Juvie พร้อมตรึงราคาสินค้าจำเป็นกว่า 10 รายการ อาทิ ข้าวสาร ปลากระป๋อง น้ำปลา ถุงขยะ กระดาษทิชชู่ น้ำยาล้างจาน และผงซักฟอก ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคมนี้ พร้อมกันนี้ในวันเปิดตัวยังได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในโอกาสเยี่ยมชมบูธสินค้าของท็อปส์ โดยมีผู้บริหารจากบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้แก่ นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม และ นางสาวศิริวรรณ สุริยะมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้า Own Brand ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมนำเสนอศักยภาพสินค้าและมาตรฐานคุณภาพที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ท็อปส์ยังได้ให้การต้อนรับ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ ณ ท็อปส์ เซ็นทรัล เวสต์เกต เพื่อตรวจความพร้อมการดำเนินงาน และเสริมความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

ร่วมช้อปสินค้า Own Brand คุณภาพจากท็อปส์ ที่คัดสรรมาเพื่อความคุ้มค่า ในราคาที่เข้าถึงได้ ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 ที่ ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ เดลี่ สาขาที่ร่วมรายการ และท็อปส์ ออนไลน์ หรือ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.TOPS.co.th, เฟซบุ๊ก TOPSThailand และแอปพลิเคชันไลน์ @TOPSThailand

#CentralRetail #TOPS #EveryDayDISCOVERY #ไทยช่วยไทย

อันยองไทยแลนด์! เปิดตัว ‘No Brand’ ร้านสแตนด์อโลนแห่งแรกในไทย ปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการค้าปลีก ยกทัพสินค้ากว่า 2,200 รายการ เสิร์ฟประสบการณ์ช้อปกระแสใหม่ K-Value Retail  ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ยุค “Smart Value – Smart Shopper” เปิดแล้ววันนี้ ที่เซ็นทรัล บางนา

  • เซ็นทรัล รีเทล จับมือ Emart วางโรดแมปขยาย ‘No Brand’ สู่ 10 สาขาทั่วประเทศ ภายในปี 2571 ต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เสริมแกร่งพอร์ตธุรกิจค้าปลีกด้านอาหาร และมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น Thailand’s Daily
    K-Flavour Destination พร้อมตอกย้ำ No Brand ในฐานะร้านค้าที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภค นำเสนอสินค้าคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงได้

กรุงเทพฯ 31 มีนาคม 2569 – บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ผนึก Emart สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่สะเทือนวงการค้าปลีกไทย เปิดตัว “No Brand” ร้านค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery store) ชื่อดังจากเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 250 ตารางเมตร ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา ภายใต้โมเดล Value Retail ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหา “คุณภาพและความคุ้มค่า” ควบคู่กับการมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่สามารถเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน

พร้อมสะท้อนกลยุทธ์การต่อยอดพอร์ตธุรกิจค้าปลีกด้านอาหารของเซ็นทรัล รีเทล สู่การเป็น World-Class Grocery Destination เสริมความแข็งแกร่งในตลาดค้าปลีกไทยอย่างต่อเนื่อง และภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าวนี้ เซ็นทรัล              รีเทล ฟู้ด เดินหน้าสร้างการเติบโตครอบคลุมระบบนิเวศกลุ่มธุรกิจอาหาร ด้วยการตั้งเป้าขยายสาขา No Brand รวม 10 สาขา ภายในปี 2571 เพื่อมุ่งสู่การเป็น Thailand’s Daily K-Flavour Destination ควบคู่กับการเป็นร้านค้าที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภค ด้วยการนำเสนอสินค้าคุณภาพดีในราคาที่คุ้มค่า เข้าถึงได้สำหรับทุกคน พิเศษ! พบกับโปรโมชันฉลองเปิด
No Brand แห่งแรกในไทย กับดีลสุดคุ้ม เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – 14 เมษายน 2569 เท่านั้น

เพื่อดำเนินการการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจอาหาร นายธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้แบ่งปันมุมมองต่อความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ว่า:

“ในปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ ‘ความคุ้มค่าที่มาพร้อมคุณภาพ’ มากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พฤติกรรมแบบ Smart Value และ Smart Shopper ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการเลือกซื้อสินค้า และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมค้าปลีกต้องปรับตัวในเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกระแสวัฒนธรรมเกาหลี หรือ K-Content ยังคงได้รับความนิยมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567               มีมูลค่าตลาดสูงถึง 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท) และคาดว่าภายในปี 2573 มูลค่าการใช้จ่ายสินค้าเชิงวัฒนธรรมเกาหลีทั่วโลกจะขยายตัวเกือบเท่าตัวแตะ 1.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งสะท้อนถึงดีมานด์ของผู้บริโภคทั่วโลกที่เปิดรับสินค้าและประสบการณ์ของเกาหลีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ข้อมูลจาก
UN Comtrade Database ยังสะท้อนว่า สินค้าเกาหลีได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกาหลีเติบโตเฉลี่ย 8.3% ต่อปี ในช่วงปี 2562–2567

นายธนวัตรกล่าวเพิ่มเติมว่า“ในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา พบว่ายอดขายสินค้าเกาหลีในท็อปส์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า HBC และ Snack ซึ่งเติบโต 9% ขณะเดียวกัน สินค้า No Brand ที่ได้นำเข้ามาวางจำหน่ายก่อนหน้านี้ ก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยมียอดขายเติบโต 1.5 เท่าในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2566

โดยความร่วมมือกับ Emart ในการเปิดตัว No Brand สแตนด์อโลนแห่งแรกในประเทศไทยครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของเซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด ในการมุ่งสู่การเป็น World-Class Grocery Destination พร้อมต่อยอดโอกาสจากทั้งเทรนด์ K-Culture และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความคุ้มค่าควบคู่คุณภาพ’ ได้อย่างตรงจุด โดยบริษัทฯ วางแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเปิดสาขาที่ 2 ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้”

ด้าน Mr. Byoung-Kan Roh Head of No Brand Division, Emart กล่าวว่า “ความร่วมมือกับเซ็นทรัล              รีเทล ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ Emart ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดไทย ซึ่งเราให้ความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะหนึ่งในตลาดค้าปลีกที่มีศักยภาพสูงที่สุดในเอเชีย ทั้งจากฐานผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมการใช้จ่ายที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความคุ้มค่าอย่างมีเหตุผล’ และการเปิดรับวัฒนธรรมเกาหลีที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ความแข็งแกร่งของเซ็นทรัล รีเทล ทั้งในด้านความเข้าใจผู้บริโภคไทย ศักยภาพการดำเนินธุรกิจ และเครือข่ายค้าปลีกแบบครบวงจร เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจในการร่วมสร้างการเติบโตในระยะยาวร่วมกัน ซึ่งจะถูกขับเคลื่อนผ่านจุดแข็งของ ‘No Brand’ ที่ยึดแนวคิด ‘คงไว้เฉพาะคุณภาพ และตัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออก’ โดยมุ่งลดต้นทุนจากการตลาดที่ไม่จำเป็น การสร้างแบรนด์ และบรรจุภัณฑ์ที่ซับซ้อน เพื่อส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ โดยตลอดระยะเวลากว่า 11 ปีที่ผ่านมา ‘No Brand’ ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคในเกาหลี โดยมีสาขามากกว่า 270 แห่ง และได้ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

สำหรับ “No Brand” ตั้งอยู่บริเวณชั้น B1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา บนพื้นที่กว่า 250 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ร้านที่ออกแบบให้มีขนาดพอเหมาะและใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนแนวทางที่เน้นการใช้งานจริงและเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน โดยวางกลยุทธ์ทำเลใกล้ TOPS FOOD HALL สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา หนึ่งใน 5 สาขา ที่มียอดขายสูงสุด เพื่อใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าเดิมและขยายสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ พร้อมมุ่งสู่การเป็น Thailand’s Daily              K-Flavour Destination หรือจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับสินค้าเกาหลีในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย พร้อมทั้งวางตำแหน่งให้เป็นร้านค้าที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภค ด้วยการนำเสนอสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่า ด้วยสินค้าอุปโภคบริโภค          ในชีวิตประจำวันกว่า 2,200 รายการ ภายใต้โมเดล Value Retail และแนวคิด “คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้”                   (Smart Value) ครอบคลุมหมวดสินค้าหลัก อาทิ K-Street Food, Trendy Snacks, K-Beauty และ K-Cuisine พร้อมกลยุทธ์หมุนเวียนสินค้าอย่างต่อเนื่อง (Fast-Changing Assortment) และการพัฒนาสินค้าใหม่ (NPD) จากความเชี่ยวชาญของ Emart เพื่อสร้างความสดใหม่ กระตุ้นการกลับมาใช้บริการซ้ำ และตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม              ทั้งกลุ่ม Convenience Seekers, K-Food Lovers, Trend Seekers และ Self-Care Conscious Consumers โดยมีสินค้าไฮไลต์  ได้แก่

  • Trendy Korean Snacks  ขนมเกาหลีสุดฮิตที่ต้องลอง พบกับความอร่อยหลากรสชาติที่ทั้งเข้มข้น หอมมัน และมีเอกลักษณ์ในแบบเกาหลี อาทิ No Brand Cheddar Cheese Balls ชีสบอลกรอบเคลือบชีสเชดดาร์
    รสเข้มข้น หอมมันเต็มคำ, Purple Sweet Potato Chips มันม่วงอบกรอบรสหวานธรรมชาติ เคี้ยวเพลิน, Gorgonzola Cheese Soft Corn ข้าวโพดเนื้อนุ่มผสานชีสกอร์กอนโซลาหอมละมุน ให้รสสัมผัสแปลกใหม่, Sweet Chocochip Cookies คุกกี้ช็อกโกแลตชิพกรุบกรอบ หอมหวานลงตัว และ Potato Stick Truffle              มันฝรั่งแท่งกรอบปรุงรสทรัฟเฟิลหอมละมุน สไตล์พรีเมียม
  • K-Street Food & Ready-to-Eat  อร่อยง่าย สไตล์สตรีทฟู้ดเกาหลี  ยกความอร่อยแบบดั้งเดิมสู่มื้ออาหารในชีวิตประจำวัน ผ่านเมนูยอดนิยมพร้อมทาน อาทิ คิมบับ (Kimbap) ข้าวห่อสาหร่ายไส้แน่น หลากหลายวัตถุดิบ ทานสะดวกในคำเดียว, ต็อกบกกี (Tteokbokki) เค้กข้าวเนื้อนุ่มหนึบในซอสหวานเผ็ดเข้มข้น พร้อมมอบประสบการณ์สไตล์โซลแท้ที่เข้าถึงได้ในทุกวัน
  • K-Beauty & Self-Care  อัปเกรดรูทีนความงามสไตล์เกาหลี ด้วยการคัดสรรสินค้า Health & Beauty Care แบบเอ็กซ์คลูซีฟจาก Emart ภายใต้แบรนด์ Glow Up ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมยกระดับการดูแลผิวในชีวิตประจำวัน อาทิ Collagen Bakuchiol Firm&Glow Toner โทนเนอร์ที่ผสานพลังของคอลลาเจนและ Bakuchiol ช่วยฟื้นบำรุงผิวให้ดูเรียบเนียน กระจ่างใส และ Collagen Firming Night Mask Cream ครีมมาสก์บำรุงผิวเข้มข้นสำหรับกลางคืน ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและฟื้นฟูผิวให้ดูอิ่มฟู กระชับยิ่งขึ้นในทุกเช้า

พิเศษ! ร่วมฉลองการเปิดตัว No Brand สาขาแรกในประเทศไทย กับโปรโมชันสุดพิเศษ รวมถึงข้อเสนอซื้อ 1 แถม 1 สำหรับ No Brand Cheddar Cheese Balls ขนมชีสบอลเคลือบชีสรสเข้มข้น และ No Brand Thicker Wipes ทิชชู่เปียกเนื้อหนานุ่ม อ่อนโยนต่อผิว พร้อมเพลิดเพลินกับราคาพิเศษสำหรับสินค้าหลากหลายรายการ อาทิ No Brand Purple Sweet Potato Chips, No Brand Gorgonzola Cheese Soft Corn ขนมข้าวโพดรสชีสเข้มข้น หอมมันครีมมี่,
No Brand Hash Browns มันฝรั่งทอดกรอบนอกนุ่มใน และ No Brand Sweet Chocochip Cookies คุกกี้ช็อกโกแลตชิพแพ็กใหญ่คุ้มค่า รวมถึงไอเทมดูแลตัวเอง และของใช้จำเป็นในทุกวัน เช่น No Brand Memory Foam Neck Pillow หมอนรองคอเมมโมรีโฟมเพื่อความสบายระหว่างการเดินทาง, No Brand Glow Cream Mask แผ่นมาสก์บำรุงผิว และ No Brand Daily Fresh Shampoo แชมพูสูตรอ่อนโยนสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่วันนี้ – 14 เมษายน 2569 เท่านั้น

“เรามุ่งนำเสนอทางเลือกใหม่ที่สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้บริโภคไทย ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งของอีโคซิสค้าปลีกด้านอาหารในทุกมิติ พร้อมก้าวสู่ก้าวต่อไปของการเติบโต ผ่านการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น World-Class Grocery Destination อย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าขยายสาขา No Brand ในประเทศไทยเพิ่มอีก 10 สาขาภายในปี 2571” นายธนวัตรกล่าวสรุป

สัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งสไตล์เกาหลีได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องบินไกลถึงกรุงโซล ที่ร้าน ‘No Brand’ สแตนด์อโลนสาขาแรกในประเทศไทย ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา ชั้น B1 สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/NOBRANDTHAILAND/

#CentralRetail #NOBRAND

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าหนุนเกษตรกรไทย รับซื้อมะม่วง GI ตรงจากแหล่งผลิต พร้อมผนึกกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดเทศกาล “Discover Thai Fruits 2026 – มะม่วง GI” ยกทัพมะม่วง GI 5 สายพันธุ์ เสิร์ฟความอร่อยทั่วประเทศ ตั้งเป้าจำหน่ายจำนวนมะม่วงปีนี้เพิ่มขึ้น 20% ผ่านกลยุทธ์ “GI My Choice”

กรุงเทพฯ 26 มีนาคม 2569 – ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จัดแคมเปญ “Discover Thai Fruits 2026 – มะม่วง GI” ต้อนรับฤดูกาลมะม่วงไทย พร้อมหนุนเกษตรกรไทย สอดรับนโยบายภาครัฐภายใต้แนวคิด “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ซึ่งขับเคลื่อนโดยกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบริหารจัดการผลไม้ไทยอย่างครบวงจรตั้งแต่การผลิต การตลาด ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มอันเป็นการส่งเสริมการบริโภคในประเทศและยกระดับศักยภาพสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน โดยท็อปส์ได้คัดสรร มะม่วง GI คุณภาพ 5 สายพันธุ์ ชูจุดแข็งอัตลักษณ์พื้นถิ่นจากแหล่งผลิตสำคัญ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา และพิษณุโลก มานำเสนอผ่านกลยุทธ์สินค้า Own Brand ภายใต้แบรนด์ “GI My Choice” เพื่อยกระดับผลไม้ไทยสู่สินค้าเกษตรพรีเมียม พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์รสชาติที่โดดเด่นตามแหล่งปลูกอย่างชัดเจน ตอกย้ำบทบาทของท็อปส์ในฐานะ “GI Destination” รีเทลที่รวมสินค้า GI มากที่สุดในประเทศไทย พร้อมวางแผนโปรโมทสินค้ามะม่วงต่อเนื่องตลอดปี ผลักดันยอดจำหน่ายจำนวนมะม่วงปี 2569 เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อนหน้า พบกับเทศกาลมะม่วง GI ในซีซันที่อร่อยที่สุดตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 ที่ ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ เดลี่ และท็อปส์ ออนไลน์

นายพิริยะ กมลเดชเดชา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดซื้อสินค้าอาหารสด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ในช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่ผลผลิตมะม่วงมีคุณภาพดี และออกสู่ตลาดในปริมาณมาก การเร่งสร้างช่องทางการจำหน่าย และการกระจายผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพยุงราคา และสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่สอดคล้องกับศักยภาพของมะม่วงในฐานะผลไม้เศรษฐกิจที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า GI ที่มีบทบาทในการยกระดับสู่ตลาดมูลค่าสูง โดยข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยว่า มะม่วงเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงทั้งในตลาดในประเทศและการส่งออก โดยเฉพาะมะม่วงกลุ่ม GI ของไทยที่ในปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 1,044 ล้านบาท สะท้อนให้ถึงศักยภาพของมะม่วงไทยในฐานะสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของประเทศ ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มมะม่วงรวม 13 รายการจาก 9 จังหวัด อาทิ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น มะม่วงเขียวเสวย มะม่วงแรด มะม่วงขายตึก แปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา

พร้อมกันนี้ท็อปส์ได้ร่วมพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นประเภทสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ร่วมกับเกษตรกรท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า ควบคู่กับการสร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในระยะยาว ในปีนี้ ท็อปส์ได้คัดเลือกมะม่วง GI คุณภาพ 5 สายพันธุ์ ที่ผ่านกระบวนการคัดสรรอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านมาตรฐานการขึ้นทะเบียน GI และเกณฑ์คุณภาพของสินค้า Own Brand ภายใต้แบรนด์ “GI My Choice” ซึ่งมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ จึงได้จัดแคมเปญ “Discover Thai Fruits 2026 – มะม่วง GI” ร่วมกับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อตอบรับช่วงฤดูกาลผลผลิต โดยเตรียมสินค้ามะม่วง GI ไว้จำหน่ายกว่า 30,000 กิโลกรัม จากแหล่งผลิตหลักในจังหวัดฉะเชิงเทราและพิษณุโลก

ในขณะเดียวกัน ท็อปส์ยังมีการจำหน่ายมะม่วงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ครอบคลุมกว่า 17 สายพันธุ์ โดยในปี 2568 มียอดปริมาณจำหน่ายรวมกว่า 700 ตัน สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคโดยมีนัยยะสำคัญต่อมะม่วงคุณภาพจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์ยอดนิยม เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงขายตึก และมะม่วงเขียวเสวย สำหรับปี 2569 ท็อปส์คาดการณ์การตอบรับการบริโภคมะม่วงที่ขยายตัวต่อเนื่อง เตรียมเดินหน้ารับซื้อมะม่วงจากเกษตรกรเพิ่มเติม พร้อมตั้งเป้าจำหน่ายมะม่วงในปริมาณเพิ่มเติมขึ้น 20% ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการตลาดและยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

นายพิริยะ กล่าวว่า ในช่วงไฮซีซันของมะม่วง ท็อปส์ได้คัดเลือกมะม่วง GI 5 สายพันธุ์ ภายใต้แบรนด์ “GI My Choice” จากจังหวัด ฉะเชิงเทรา และพิษณุโลก ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์และความโดดเด่นของแหล่งปลูกในแต่ละพื้นที่ มานำเสนอแก่ผู้บริโภค เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน และตอกย้ำบทบาทของท็อปส์ในฐานะ GI Destination

  1. มะม่วงน้ำดอกไม้พิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก – รสหวานละมุน กลิ่นหอมโดดเด่น เนื้อเนียนละเอียด ผลทรงสวยสีเหลืองนวล เป็นมะม่วงพรีเมียมจากภาคเหนือตอนล่างที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ
  • มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา – รสชาติหวานหอม เนื้อเนียนละเอียด และเปลือกสีเหลืองทองสวยงาม ด้วยเอกลักษณ์จากพื้นที่อำเภอบางคล้าที่มีระบบนิเวศแบบ “เมืองสามน้ำ”ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ส่งผลให้มะม่วงมีรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว พร้อมการผลิตที่ได้มาตรฐาน จึงได้รับการยกระดับเป็นผลไม้ GI ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
  • มะม่วงขายตึกแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา – รสชาติหวานอมเปรี้ยวสดชื่น เนื้อกรอบแน่น มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เหมาะสำหรับรับประทานแบบผลดิบ จุดเด่นคือผลขนาดใหญ่ทรงคล้ายหัวใจ เนื้อสีเหลืองเมื่อยังดิบ และอุดมด้วยวิตามินซีและใยอาหาร
  • มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา –รสชาติหวานมันเข้มข้น เนื้อละเอียดกรอบ เป็นมะม่วง GI ที่มีต้นกำเนิดจากยอดพันธุ์นครชัยศรี และเติบโตในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง ซึ่งมีดินอุดมสมบูรณ์และระบบน้ำเหมาะสม ส่งผลให้ผลมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งทรงรียาว ขนาดใหญ่ และเมล็ดลีบแบน
  • มะม่วงแรดแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา – รสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อแน่น มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ สามารถรับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก โดยนิยมทานแบบผลดิบ อุดมด้วยวิตามินซีและใยอาหารสูง และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและมีการปลูกแพร่หลายในหลายพื้นที่

นอกจากการผลักดันมะม่วง ท็อปส์ยังเดินหน้าสนับสนุนการเติบโตของสินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำสินค้า GI จากแหล่งผลิตทั่วประเทศ มาจำหน่ายผ่านเครือข่ายร้าน ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ เดลี่ ควบคู่กับการขยายช่องทางสู่ ‘จริงใจ Farmers’ Market’ รวมกว่า 726 สาขา รวมถึงช่องทางท็อปส์ ออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงสินค้าท้องถิ่นที่มีคุณภาพได้ในทุกพื้นที่ พร้อมสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยในวงกว้าง แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหนึ่งในกลยุทธ์ “12 Missions to Sustainable Retail” ภายใต้แนวคิด “Small Acts Together” ในด้าน Responsible Sourcing ที่มุ่งคัดสรรสินค้าอย่างมีความรับผิดชอบ สนับสนุนสินค้าเกษตรจากชุมชน และสร้างช่องทางการตลาดที่เป็นธรรม

พร้อมกันนี้ ภายในงาน “Discover Thai Fruits 2026 – มะม่วง GI” ยังเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและชุมชนผู้ผลิตได้นำผลผลิตคุณภาพมาจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งในรูปแบบมะม่วงสดพร้อมรับประทาน และมะม่วงบรรจุในชะลอมที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย เพิ่มความโดดเด่นและความสะดวกในการเลือกซื้อเพื่อมอบเป็นของฝาก ขณะเดียวกันยังมีไฮไลต์จาก THE BAKER ที่นำ “มะม่วง GI” มาต่อยอดเป็นเมนูเบเกอรี่หลากหลาย อาทิ Mango Coconut Puff, Mango Cream Bun, Mango Danish Cup และ Mango Tart เพื่อสร้างประสบการณ์รสชาติใหม่ให้กับผู้บริโภค ควบคู่กับการยกระดับมูลค่าผลผลิต และขยายโอกาสการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบทางการเกษตรไทยให้หลากหลายยิ่งขึ้น

“กลุ่มสินค้าเกษตรคุณภาพ โดยเฉพาะสินค้า GI ยังคงมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยช่องทางโมเดิร์นเทรดมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย ผ่านการคัดสรรคุณภาพ การควบคุมมาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ การจัดงาน “Discover Thai Fruits 2026 – มะม่วง GI” ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการต้อนรับฤดูกาลผลไม้ไทย แต่ยังสะท้อนทิศทางการพัฒนาอีโคซิสเต็มสินค้าเกษตรที่มุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกรเติบโตไปพร้อมกัน” นายพิริยะ กล่าวสรุป

ร่วมสัมผัสความอร่อยของมะม่วงคุณภาพจากแหล่งผลิตทั่วประเทศไทย ในงาน “Discover Thai Fruits 2026 – มะม่วง GI” ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ เดลี่ และท็อปส์ ออนไลน์ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.TOPS.co.th, เฟซบุ๊ก TOPSThailand และแอปพลิเคชันไลน์ @TOPSThailand

#TOPS #EveryDayDISCOVERY #DiscoverThaiFruits2026
#มะม่วงGI #12MissionstoSustainableRetail #SmallActsTogether

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยอินไซต์ “เนื้อออสเตรเลียพรีเมียม” ยังยืนหนึ่งครองใจคนไทย พร้อมชวนเปิดประสบการณ์การเดินทางแห่งรสชาติ ผ่านวัตถุดิบคุณภาพจาก 6 แคว้นชั้นนำ ในงาน Discover Australia: Six States of Excellence

กรุงเทพฯ 20 มีนาคม 2569 – ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าผนึกความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และสำนักงานการพาณิชย์และการลงทุนออสเตรเลีย (ออสเทรด) จัดงาน “Discover Australia: Six States of Excellence” ชวนคนไทยเปิดประสบการณ์รสชาติสไตล์ออสซี่ ผ่านวัตถุดิบและสินค้าที่ผลิตในออสเตรเลีย จาก 6 แคว้น ได้แก่
รัฐวิกตอเรีย, รัฐควีนส์แลนด์, รัฐนิวเซาท์เวลส์, รัฐเซาท์ออสเตรเลีย, รัฐแทสมาเนีย และรัฐเวสเทิร์น
ออสเตรเลีย มาให้เลือกสรรอย่างครบครันกว่า 1,100 รายการ และเปิดอินไซต์ “เนื้อออสเตรเลียพรีเมียม”
ที่ยังคงครองความนิยมในตลาดไทย พบกับไฮไลต์เอาใจสายเนื้ออย่าง เนื้อวากิวสายพันธุ์ Tajima จาก
รัฐควีนส์แลนด์ และเนื้อวัวสายพันธุ์คุณภาพจากออสเตรเลียรวมกว่า 25 รายการ พร้อมด้วยสินค้าและวัตถุดิบคุณภาพอีกมากมายที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ควบคู่กับเนื้อแกะออสเตรเลีย ที่เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในตลาด ให้ได้สัมผัสรสชาติแบบชาวออสซี่แท้ ๆ และเนรมิต The Aussie Table ได้ง่าย ๆ ที่บ้านตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม ที่ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ดฮอลล์ สาขาที่ร่วมรายการและ ท็อปส์ ออนไลน์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทรนด์การบริโภคเนื้อวัวคุณภาพสูงในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ระบุว่า ออสเตรเลียเป็นแหล่งนำเข้าเนื้อโคอันดับหนึ่งของประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 73% ของมูลค่าการนำเข้าเนื้อโคทั้งหมด ของมูลค่าการนำเข้าเนื้อโคทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อมาตรฐานการผลิตและคุณภาพเนื้อออสเตรเลียที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ส่งผลให้ “เนื้อออสเตรเลีย” กลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของไลฟ์สไตล์การกินยุคใหม่ และเป็นเซ็กเมนต์ที่ยังมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว

เพื่อตอบรับเทรนด์ความนิยมเนื้อวัวและเนื้อแกะที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล
รีเทล จึงร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย  และสำนักงานการพาณิชย์และการลงทุนออสเตรเลีย (ออสเทรด) จัดงาน “Discover Australia: Six States of Excellence” คัดสรรเนื้อวัวพรีเมียมจากออสเตรเลียกว่า 25 รายการ ให้ผู้บริโภคชาวไทยได้เลือกสรร รวมถึงเนื้อแกะพรีเมียมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย ครอบคลุมทั้งเนื้อวัวเกรดพรีเมียมสำหรับเมนูสเต็ก ชาบู และบาร์บีคิว อาทิ Australian Grain Fed Tajima Wagyu Rib Eye เนื้อวากิวสายพันธุ์ Tajima จากรัฐควีนส์แลนด์
ที่คัดสรรหลายส่วนเนื้อพรีเมียม ทั้ง Australian Grain fed Tajima Wagyu Rib Eye (ทาจิมาสันแหลมวากิวออสเตรเลีย), Australian Grain Fed Tajima Wagyu Sirloin (ทาจิมาสันนอกวากิวออสเตรเลีย) และ Australian Grain Fed Tajima Wagyu Chuck (ทาจิมาสันคอวากิว
ออสเตรเลีย) โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสนุ่มละมุน แทรกมันอย่างพอเหมาะ ให้รสชาติหอม ฉ่ำ ไม่เลี่ยน เหมาะสำหรับการนำไปปรุงเป็นเมนูสเต๊กย่างกระทะ เตาถ่าน หรือเมนูบาร์บีคิว

นอกจากนี้ยังมีสินค้าและวัตถุดิบไฮไลต์ที่ห้ามพลาดอีกมากมาย จากขบวนสินค้า Made in Australia จาก 6 แคว้น ไม่ว่าจะเป็นองุ่นรับประทานสด ผลไม้ฤดูร้อน อะโวคาโด อัลมอนด์ ผลิตภัณฑ์เนื้อแกะคุณภาพ และสินค้าอาหารบรรจุสำเร็จคุณภาพสูง ที่ชวนทุกคนเปิดประสบการณ์ “The Aussie Table” ถ่ายทอดวัฒนธรรมการกินแบบชาวออสซี่ที่เรียบง่าย แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบในทุกมื้ออาหาร ได้แก่

  • The Aussie Lamb Table – โต๊ะของคนรักเนื้อแกะที่ยกความอร่อยระดับพรีเมียมจากออสเตรเลียมาไว้ในมื้อเดียว กับไลน์อัพเนื้อแกะคุณภาพภายใต้แบรนด์ James The Butcher ที่คัดสรรหลากหลายส่วนยอดนิยมสำหรับการปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็น James The Butcher Australian Lamb Rack (สันนอกแกะติดซี่โครงออสเตรเลีย) เนื้อแน่นนุ่มเหมาะสำหรับย่างหรืออบ, James The Butcher Australian Lamb Shank (น่องแกะออสเตรเลีย) ที่โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสฉ่ำนุ่มเหมาะสำหรับตุ๋น, James The Butcher Australian Lamb Shoulder (เนื้อไหล่แกะออสเตรเลีย) สำหรับเมนูอบหรือบาร์บีคิว, James The Butcher Australian Lamb Leg Bone In (ขาแกะออสเตรเลียติดกระดูก) ที่ให้รสชาติกลมกล่อมจากกระดูก เติมเต็มประสบการณ์ความอร่อยระดับพรีเมียมสำหรับสายเนื้อได้ในทุกเมนู ไม่ว่าจะเป็นอบ ย่าง ตุ๋น หรือบาร์บีคิว
  • The Brunch & Sharing Table – มื้อยาว ๆ ที่ไม่มีใครรีบลุก เริ่มต้นวันแบบออสซี่แท้ ๆ กับไอเทมมื้อเช้าสุดคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็น Green’s Original Pancake Shake แป้งสำเร็จรูปสำหรับทำแพนเค้กจากรัฐวิกตอเรีย เพียงเติมน้ำแล้วเขย่า ก็จะได้แป้งแพนเค้กที่แสนอร่อย, Beeranberg Australian Breakfast marmalade Jam แยมส้มมาร์มาเลดรสหวาน กลมกล่อมสดชื่นจากส้มเนเวลจากรัฐเซาท์ออสเตรเลีย, Avofresh Fresh Classic Guacamole อะโวคาโดพร้อมทานที่เข้ากันดีกับขนมปังหรือแซนด์วิชจากรัฐควีนส์แลนด์, Woolworths Mozzarella Cheddar and Pecorino ชีสผสมสามชนิดที่ช่วยเติมความกลมกล่อมให้ทุกจานจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ พร้อมเพิ่มความสดชื่นด้วย AUS green Seedless Grape องุ่นเขียวไร้เมล็ดที่สด กรอบ หวานฉ่ำ จากรัฐวิกตอเรีย ทำให้โต๊ะบรันช์เต็มไปด้วยบรรยากาศของการพูดคุยและแบ่งปันในแบบออสซี่
  • The Clean Eating Table – กินดี อยู่ดี แบบออสซี่ กับมื้ออาหารที่ใส่ใจวัตถุดิบสดใหม่ เติมสมดุลสุขภาพในทุกวัน ไลฟ์สไตล์ของชาวออสเตรเลียที่ให้ความสำคัญกับการกินอย่างมีคุณภาพ ผ่านวัตถุดิบที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยคุณค่า ไม่ว่าจะเป็น Lowan Quick Oats ข้าวโอ๊ตโฮลเกรนคุณภาพพรีเมียมสำหรับมื้อเช้าที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพจากรัฐวิกตอเรีย เสิร์ฟคู่กับ Vittoria Arabica Coffee Espresso Ground กาแฟเอสเปรสโซจากเมล็ดอาราบิก้า 100% ที่เติมเต็มความสดชื่นให้วันใหม่จากรัฐนิวเซาท์เวลส์, Australian Mesclun Salad ผักสลัดหลากชนิดเนื้อสัมผัสบางเบาจากรัฐวิกตอเรีย, Tasmanian Salmon ปลาแซลมอนจากแหล่งน้ำบริสุทธิ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสะอาดและคุณภาพระดับโลกจากรัฐแทสมาเนีย สามารถรับประทานแบบซาชิมิหรือปรุงเป็นเมนูได้หลากหลาย และ Carrot Snackable แครอทจิ๋วเนื้อแน่น กรอบ หยิบทานง่าย จากรัฐแทสมาเนีย ช่วยเติมเต็มมื้ออาหารที่เบา สดชื่น และครบคุณค่าทางโภชนาการในแบบออสซี่  
  • The Weekend Picnic Table – ความสุขที่แชร์ได้ทั้งโต๊ะ กับช่วงเวลาสบายๆ ที่รวมรสชาติ ความสนุก และมิตรภาพไว้ในมื้อเดียว วัฒนธรรมการใช้เวลาวันหยุดของชาวออสเตรเลีย โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเมนูที่ทานได้ง่ายและสามารถหยิบแบ่งกันได้ ไม่ว่าจะเป็น Ridiculously Delicious Peanut Butter Bar บาร์ถั่วคุณภาพที่อัดแน่นด้วยพลังงาน ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% เหมาะสำหรับเป็นของว่างระหว่างวัน และ The Natural Confectionery Party Mix Lollies เยลลี่แสนอร่อยคู่ใจชาวออสซี่มายาวนาน จากรัฐวิกตอเรีย จัดเต็มความอร่อยเน้นๆ โดยไม่ใส่สีและสารแต่งกลิ่นสังเคราะห์เหมาะสำหรับแบ่งปันความสุขกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนในวันสบาย ๆ

พร้อมเสริมทัพด้วยไอเทมฮิตอย่าง Grandpawpaw Ointment บาล์มสารพัดประโยชน์ มีส่วนผสมของน้ำผึ้งมานูก้า20+ และน้ำมันเมล็ดทานตะวัน เหมาะสำหรับทุกเจเนอเรชัน จากรัฐนิวเซาท์เวลส์ ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวที่ขาดน้ำ ฟื้นคืนความสบายให้ผิวอีกครั้ง เหมาะสำหรับพกติดตัวไว้ใช้ได้ในทุกวัน

พิเศษสำหรับช่วงเทศกาลนี้! พบกับประสบการณ์ด้านอาหารที่รังสรรค์โดย เชฟณัฐ – ดร. ณัฐศศิ หนูอินทร์ หรือ “Lady Butcher” เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อชื่อดัง และ MLA Ambassador (Aussie Beef Mates) ที่นำวัตถุดิบพรีเมียมจากออสเตรเลียมาครีเอทเป็นเมนูพิเศษ Lamb Masman พร้อมเสิร์ฟให้ได้ลิ้มลองกันที่ TOPS EATERY สาขาเซ็นทรัลเวิลด์, ชิดลม, ลาดพร้าว, พัทยา และปอร์โต เดอ ภูเก็ต เพื่อสัมผัสความอร่อยสไตล์ออสซี่ พร้อมจุดประกายรสชาติใหม่ ๆ จากเนื้อแกะ และ เนื้อวัว ออสซี่ให้ชาวไทยทุกคน

ร่วมออกเดินทางสู่โลกของรสชาติสไตล์ออสซี่ ในงาน Discover Australia: Six State of Excellence’ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2569 ที่ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาที่ร่วมรายการ และท็อปส์ ออนไลน์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.TOPS.co.th, เฟซบุ๊ก TOPSThailand และแอปพลิเคชันไลน์ @TOPSThailand

#TOPS #EveryDayDISCOVERY #DiscoverAustralia
#ACulinaryJourneyThroughSixIconicStates

ไม่ต้องบินไปโซล! เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผนึก Emart ยักษ์ค้าปลีกเกาหลีใต้ เขย่าตลาดรีเทลไทยดึงร้าน “No Brand” ไลฟ์สไตล์สโตร์บุกไทยครั้งแรก! เตรียมเปิดสาขาแรกเซ็นทรัล บางนา 31 มี.ค. นี้

กรุงเทพฯ 16 มีนาคม 2569 – เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกภายใต้แบรนด์ ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ เดลี่, ท็อปส์ ออนไลน์, ท็อปส์ แคร์ และมัทซึคิโยะ เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจฟู้ดค้าปลีก ผนึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Emart ค้าปลีกยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ เตรียมนำร้าน “No Brand” ชื่อดังของ Emart บุกตลาดไทยเป็นครั้งแรกเพื่อเสริมความหลากหลายของพอร์ตธุรกิจ และนำเสนอโมเดลค้าปลีก Value Retail ระดับสากลสู่ผู้บริโภคไทย ตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Smart Value เน้นคุณภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเป็นหลัก ควบคู่กับกระแส K-Trend ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยมีกำหนดเปิดตัวสาขาแรก ณ เซ็นทรัล บางนา อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 2569

นายธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Emart ในการเปิดตัว ‘No Brand’ อย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งและความหลากหลายให้กับพอร์ตธุรกิจของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล โดยผสานจุดแข็งของทั้งสองผู้นำค้าปลีกเข้าด้วยกัน ทั้งความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ ในด้านเครือข่ายค้าปลีกและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความคุ้มค่า (Smart Value) ซึ่งสะท้อนได้จากความสำเร็จของสินค้า Own Brand ของท็อปส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความนิยมในสินค้า No Brand ที่วางจำหน่ายในท็อปส์ ซึ่งมียอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2566 ในขณะที่ Emart มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโมเดลค้าปลีกที่เน้นถึงความคุ้มค่าในระดับสากล โดยเฉพาะ ‘No Brand’ เป็น Own Brand ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศเกาหลี และหลายตลาดต่างประเทศ การร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นความร่วมมือแบบ Co-Creation ของสองยักษ์ใหญ่ในวงการฟู้ดรีเทลของทั้งสองประเทศ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์กระแส K-Trend ไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมลูกค้าแบบ Smart Value โดยไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงเกาหลี นับเป็นอีกก้าวของการยกระดับพอร์ตโฟลิโอของเรา เพื่อมุ่งสู่การเป็น World-Class Grocery Destination ผ่านโมเดล Value-Driven Retail ที่ส่งมอบทั้งคุณภาพ ดีไซน์ และความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน

พร้อมสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดผู้บริโภคสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและดึงดูดแบรนด์ระดับโลกเข้ามาขยายธุรกิจ

“No Brand” เป็นสินค้า Own Brand ชื่อดังจากประเทศเกาหลีใต้ที่โดดเด่นด้วยแนวคิด “คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้” (Smart Value) โดยนำเสนอสินค้าจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน (Daily Essentials) อย่างครบครัน ตั้งแต่อาหารแห้ง สินค้าอุปโภคบริโภค ของใช้ในบ้าน ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ ภายใต้ดีไซน์เรียบง่าย เน้นคุณภาพและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จุดเด่นของแบรนด์คือการคัดสรรสินค้าอย่างพิถีพิถัน โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ การใช้งานจริง และราคาที่คุ้มค่า ซึ่งโมเดลค้าปลีกดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดเกาหลีใต้ และได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ค้าปลีกที่สะท้อนแนวคิด Smart Value Lifestyle ได้อย่างชัดเจน โดยปัจจุบันร้าน
‘No Brand’ มีสาขามากกว่า 270 แห่งในประเทศเกาหลีใต้ พร้อมทั้งขยายตลาดสู่ต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ และลาว นอกจากนี้สินค้า No Brand ยังมีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ มากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนศักยภาพของแบรนด์ในการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ในหลายตลาดทั่วเอเชียและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

“การนำ No Brand เข้ามาในประเทศไทยจะเป็นอีกหนึ่ง Game Changer ของตลาดค้าปลีกไทยในปี 2569 โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่ยุคของ ‘Value for Money’ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ดีไซน์ และความคุ้มค่าโดยรวมมากขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมค้าปลีกที่กำลังพัฒนาไปสู่โมเดล Value-Driven Retail อย่างชัดเจน” นายธนวัตร กล่าวสรุป

ทั้งนี้ ร้าน ‘No Brand’ สแตนด์อะโลน สาขาแรกในประเทศไทย เตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ
ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยจะนำเสนอสินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าอุปโภคบริโภคสไตล์เกาหลีที่                คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันมากกว่า 2,200 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่อาหารยอดนิยม ขนมและสแน็ก เครื่องปรุง ไปจนถึง สินค้าใช้ในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด Smart Quality ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมถ่ายทอดบรรยากาศ K-Lifestyle                 ที่สะท้อนกลิ่นอายของ “Seoul Experience” เพื่อสร้างจุดหมายใหม่สำหรับการช้อปปิ้งสินค้าเกาหลีของผู้บริโภคไทย และก้าวสู่การเป็น Must-Visit Destination สำหรับผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมเกาหลี โดยไม่ต้องบินไกลถึงกรุงโซล

#CentralFoodRetail #NOBRAND

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ปลุกกระแสเฮลตี้ไลฟ์สไตล์ เสิร์ฟ 2 เมนูเครื่องดื่มพิเศษ จาก THE BAKER ‘หวานปกติ = หวาน 50%’ ขานรับนโยบายกรมอนามัย พร้อมให้บาลานซ์ความอร่อยกับสุขภาพได้อย่างลงตัว

กรุงเทพฯ 10 มีนาคม 2569ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขานรับวันอ้วนโลก (World Obesity Day) ชวนคนไทยเริ่มต้นดูแลสุขภาพผ่านทางเลือกเครื่องดื่มหวานน้อย แต่อร่อยได้ในทุกวัน เปิดตัวคอลเลกชันเมนูเครื่องดื่มจาก THE BAKER ภายใต้มาตรฐาน “หวานปกติ = หวาน 50%” กับ 2 เมนู ได้แก่ กาแฟลาเต้เย็น Iced Latte รสนุ่มละมุนจากเมล็ดกาแฟ Lavazza และ Iced Premium Matcha Latte รสเข้มข้นด้วย Matcha Ceremonial Grade จาก Ise ประเทศญี่ปุ่น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการบาลานซ์ความอร่อยควบคู่กับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน โดยแคมเปญดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมรณรงค์ในโครงการ Kin-D Ep.2 ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมอาหารและเครื่องดื่มที่เอื้อต่อสุขภาพ ลดความเสี่ยงโรคอ้วนและโรค NCDs ในคนไทย โดยสามารถลิ้มลอง 2 เมนูเครื่องดื่มที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพได้แล้ววันนี้ที่ THE BAKER ใน TOPS FOOD HALL และ TOPS DAILY สาขาที่ร่วมรายการ กว่า 43 สาขา

ท่ามกลางกระแสการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย โดยเฉพาะปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่กำลังกลายเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขสำคัญ จากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (National Health Examination Survey: NHES) ระหว่างปี 2567–2568 ซึ่งดำเนินการโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกินกว่า 45% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด โดยโรคอ้วนถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะการลดน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ ท็อปส์ในฐานะผู้นำธุรกิจฟู้ดรีเทล ได้ตระหนักถึงบทบาทในการสนับสนุนทางเลือกการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพ จึงเข้าร่วมโครงการกับกรมอนามัย ขับเคลื่อนมาตรฐาน “หวานปกติ = หวาน 50%” พร้อมพัฒนาคอลเลกชันเมนูเครื่องดื่มพิเศษภายใต้
แบรนด์ THE BAKER เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการบาลานซ์ความอร่อยควบคู่กับการดูแลสุขภาพ พร้อมเปิดตัว 2 เมนูพิเศษที่ให้ความหวานครึ่งเดียว แต่ยังคงรสชาติอร่อยเต็มแก้ว ได้แก่

  • ลาเต้เย็น (Iced Latte ขนาด 16 oz) ชงจากเมล็ดกาแฟระดับพรีเมียม Lavazza ให้กลิ่นหอมกรุ่นและรสสัมผัสนุ่มละมุน ดื่มง่าย บาลานซ์ความอร่อยได้ทุกวัน ราคา 75 บาท
  • มัตจะลาเต้ (Iced Premium Matcha Latte ขนาด 16 oz) คัดสรร Matcha Ceremonial Grade จากเมือง Ise ประเทศญี่ปุ่น ให้รสมัทฉะเข้มข้น หอมละมุน พร้อมความกลมกล่อมที่
    บาลานซ์กำลังดี ราคา 80 บาท

ท็อปส์เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่ม “หวานปกติ = หวาน 50%” เพื่อร่วมกันลดการบริโภคน้ำตาลของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

เปิดประสบการณ์ความอร่อยแบบบาลานซ์กับ 2 เมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจาก THE BAKER ภายใต้แนวคิด “หวานปกติ = หวาน 50%” ที่ผสานความอร่อยและการดูแลสุขภาพได้อย่างลงตัว ได้แล้ววันนี้ที่ THE BAKER ใน TOPS FOOD HALL และ TOPS DAILY สาขาที่ร่วมรายการ กว่า 43 สาขา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.TOPS.co.th , เฟซบุ๊ก TOPSThailand และ LINE @TOPSThailand

#TOPS #THEBAKER #EVERYDAYDISCOVERY

ท็อปส์ ท้องถิ่น เดินหน้าแพลตฟอร์ม SME แห่งชาติ ผนึก ธ.ออมสิน-อุทยานวิทย์ฯ ม.อุบล เปิดฟาสต์แทรกคัดสรรของดี 4 ภาค หนุนสินค้าไทยขึ้นเชลฟ์โมเดิร์นเทรดระดับประเทศ เล็งผลักดันยอดขายโตกว่า 30% ภายในปี 2570

  • เปิดทาง SME 4 ภาคสู่เชลฟ์โมเดิร์นเทรดผ่านการพบกับทีมจัดซื้อโดยตรง ทดสอบตลาดก่อนขายจริง พร้อมสิทธิประโยชน์คุ้มที่สุดจากท็อปส์ ท้องถิ่น อาทิ เครดิตเทอม 15 วัน ฟรีค่าแรกเข้า ไม่มีค่าธรรมเนียมแฝง เสริมระบบสนับสนุนครบวงจร และโอกาสต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ

กรุงเทพฯ 9 มีนาคม 2569ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขับเคลื่อนแพลตฟอร์มเอสเอ็มอี “ท็อปส์ ท้องถิ่น” ปี 2569 พร้อมต่อยอดความสำเร็จตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผนึกกำลัง ธนาคารออมสิน และอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดงาน “เปิดบ้าน TOPS ท้องถิ่น คัดสรรของดี SME 4 ภาค Discover the Best of Local SMEs” เพื่อเร่งยกระดับสินค้าคุณภาพเข้าสู่ชั้นวางท็อปส์ทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้ายอดขายเติบโตกว่า 30% ภายในปี 2570 โดยเฟสแรกเริ่มนำร่องที่ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 7–8 มีนาคม 2569 ณ ชั้น G เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ – 2 มีนาคม 2569 ทางเว็บไซต์ https://topstongtin.tops.co.th

นายธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายทั้งจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ส่งสัญญาณค่อนข้างระมัดระวัง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยท็อปส์ ในฐานะผู้นำธุรกิจฟู้ดรีเทล เล็งเห็นความสำคัญถึงการเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ที่ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนทางธุรกิจ แต่คือการวางรากฐานความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจทั้งระบบ เราจึงเดินหน้าสนับสนุนผ่านโครงการ ‘ท็อปส์ ท้องถิ่น’ โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการตลาด เชื่อมโยงเครือข่าย และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อให้ SME ไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และก้าวผ่านความท้าทายไปพร้อมกัน

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โครงการ “ท็อปส์ ท้องถิ่น” ได้เดินหน้าภารกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิสูจน์บทบาทการเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ภายใต้แนวคิด “ของดี SME 4 ภาค LOCAL DISCOVERIES” ที่มุ่งสนับสนุนและส่งต่อคุณค่าเรื่องราวของสินค้าท้องถิ่นคุณภาพสู่ผู้บริโภค พร้อมสร้างช่องทางการตลาดที่เข้าถึงได้จริงและยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการไทย ซึ่งปัจจุบันโครงการฯ มีผู้ประกอบการ SME ในโครงการรวมกว่า 140 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ แบ่งเป็น ภาคกลาง 84 ราย ภาคเหนือ 31 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 ราย และภาคใต้ 12 ราย โดยมีสินค้าภายใต้โครงการวางจำหน่ายรวมกว่า 550 รายการ และสามารถสร้างยอดขายเติบโตกว่า 50% สะท้อนศักยภาพของสินค้าไทยที่พร้อมแข่งขันในตลาดโมเดิร์นเทรดระดับประเทศ ตลอดจนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ โดยจากการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับอย่างดี โดยเฉพาะการจัดงาน “เปิดบ้าน TOPS ท้องถิ่น ” ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมกว่า 150 ราย และได้รับการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการ Business Matching กับทีมจัดซื้อโดยตรงถึง 100 ราย

 นายไบรอัน ฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจและพันธมิตรระหว่างประเทศ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่าท็อปส์ เดินหน้าเฟ้นหาผู้ประกอบการที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ผนึกกำลังกับธนาคารออมสิน และอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดงาน เปิดบ้าน TOPS ท้องถิ่น คัดสรรของดี SME 4 ภาค Discover the Best of Local SMEs เพื่อเร่งผลักดันเข้าสู่ระบบโมเดิร์นเทรดอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าขยายฐานผู้ประกอบการในโครงการมากกว่า 200 ราย ควบคู่กับการเพิ่มไลน์สินค้ารวมกว่า 800 รายการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของสินค้าไทยให้ตอบโจทย์ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่อย่างครบวงจร พร้อมตั้งเป้ายอดขายทะลุกว่า 30% ภายในปี 2570 เพื่อสร้างระบบนิเวศค้าปลีกที่แข็งแรง และเติบโตไปพร้อมผู้ประกอบการ SME อย่างยั่งยืน”

 สำหรับงาน “เปิดบ้าน TOPS ท้องถิ่น คัดสรรของดี SME 4 ภาค Discover the Best of Local SMEs” จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนและ SME ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นแต่ยังเข้าไม่ถึงตลาดโมเดิร์นเทรด ได้ก้าวสู่ระบบค้าปลีกอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2569 โครงการมุ่งลงพื้นที่เชิงรุก เปิดสิทธิ์พิจารณาสินค้าแบบเร่งด่วน ผ่าน Business Matching แบบตัวต่อตัวกับทีมจัดซื้อของท็อปส์ ท้องถิ่น ควบคู่กับแบ่งปันองค์ความรู้จากผู้ประกอบการคู่ค้าปัจจุบันของโครงการ และโอกาสได้เห็นผลิตภัณฑ์จริงผ่านตลาดของดีท็อปส์ ท้องถิ่น (Flea Market) เป็นระยะเวลา 5-9 วัน นอกจากนี้ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตร ผู้ประกอบการจะได้รับการให้คำปรึกษาด้านการเงิน และสนับสนุนการขยายช่องทางการขายแก่ผู้ประกอบการในแต่ละภูมิภาคอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มโครงการจากธนาคารออมสิน รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์กับทางอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และเครือข่ายทั่วประเทศ
เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง

พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ เครดิตเทอม 15 วัน การยกเว้นค่าแรกเข้า และการสนับสนุนการตลาดอย่างต่อเนื่อง เสริมด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญฝ่ายประกันคุณภาพ (QA) ให้คำปรึกษาด้านฉลากและมาตรฐาน เพื่อพัฒนาสู่ระบบโมเดิร์นเทรดอย่างครบวงจร เปิดรับตั้งแต่วิสาหกิจชุมชน บริษัท ห้างหุ้นส่วน และบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี และพนักงานไม่เกิน 50 คน รวมถึงผู้ประกอบการที่ยังไม่มี อย. ก็สามารถเข้ารับคำปรึกษาและเข้าสู่กระบวนการพัฒนามาตรฐานได้ทันที ทั้งนี้ กิจกรรมจะจัดครอบคลุม 4 ภาคหลักทั่วประเทศตลอดทั้งปี ได้แก่

  • ภาคใต้ (จ.ภูเก็ต) ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วันที่ 7–8 มีนาคม 2569 ณ ชั้น G เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ – 2 มีนาคม 2569
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จ.ขอนแก่น) ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • ภาคเหนือ (จ.เชียงใหม่)  ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แม่่ฟ้าหลวง และพะเยา
  • ภาคกลาง (กรุงเทพฯและปริมณฑล) ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

“เราไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นช่องทางกระจายสินค้าคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ แต่ยังเป็นพันธมิตรในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจชุมชน ขยายโอกาสทางการค้า และผลักดันสินค้าท้องถิ่นไทยสู่มาตรฐานระดับประเทศ ควบคู่กับการเปิดประตูสู่ตลาดต่างประเทศกว่า 12 ประเทศในภูมิภาคเอเชียและยุโรป
ซึ่งถือเป็นสิทธิพิเศษสำหรับ SME ภายใต้โครงการ TOPS ท้องถิ่น ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรค้าปลีกชั้นนำระดับสากล อาทิ FairPrice ประเทศสิงคโปร์, Robinsons Philippines ประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงการนำสินค้าเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมียมในสหราชอาณาจักรอย่าง Selfridges และเครือค้าปลีกชั้นนำในตะวันออกกลางอย่าง Spinneys เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนไทยสู่เวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำกลยุทธ์ ‘12 Missions to Sustainable Retail’ และคอนเซ็ปต์ ‘Small Acts Together’ ที่เชื่อว่าพลังของการลงมือทำร่วมกันจะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว” นายไบรอัน กล่าวสรุป

ท็อปส์ ท้องถิ่น ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรในทั้ง 4 ภูมิภาค ร่วมเสริมศักยภาพธุรกิจ ในงาน “เปิดบ้าน TOPS ท้องถิ่น คัดสรรของดี SME 4 ภาค Discover the Best of Local SMEs” เพื่อคว้าโอกาสก้าวสู่ตลาดโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ TOPS ท้องถิ่น TOPS TONGTIN หรือสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ท็อปส์ ท้องถิ่น สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ https://topstongtin.tops.co.th/

#TOPS #TOPSTONGTIN #LOCALDISCOVERIES #SmallActsTogether
# TOPSTONGTINOPENHOUSE

ท็อปส์ ชวนเช็กอินเจแปนแบบไม่ต้องบิน! จัดงานเทศกาล “Discover Japan: Taste & Style” ฟินวากิว A5 ต้นตำรับ พร้อมช้อปไอเทมฮิต Made in Japan ตั้งแต่วันนี้ – 3 มี.ค. นี้

กรุงเทพฯ 25 กุมภาพันธ์ 2569ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ชวนเปิดพาสปอร์ตแห่งรสชาติในงาน “Discover Japan: Taste & Style” เทศกาลที่เนรมิตพื้นที่ช้อปปิ้งให้กลายเป็นจุดหมายของคนรักญี่ปุ่น ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบและสินค้านำเข้าคุณภาพ Made in Japan กว่า  2,155 รายการ ครบทั้งอาหารสด อาหารพร้อมปรุง และไอเท็มเสริมความงามสุดฮิต โดยมีไฮไลต์พิเศษกับโซน Premium Japanese Meat Selection ที่รวบรวมเนื้อวากิวเกรดสูงสุด A5 ส่งตรงจากญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยรสอูมามิเข้มข้นตามแบบฉบับต้นตำรับแท้ พร้อมเสริมทัพด้วยวัตถุดิบพรีเมียมอีกมากมาย            ให้เจแปนเลิฟเวอร์ได้ชิมและช้อปอย่างเต็มอรรถรสโดยไม่ต้องบินไกลไปถึงญี่ปุ่น ตอกย้ำแนวคิด
Every Day DISCOVERY ที่เชื่อว่าประสบการณ์ไม่ธรรมดาเกิดขึ้นได้ในทุกวัน ร่วมสัมผัสเสน่ห์ญี่ปุ่นครบจบในที่เดียว ตั้งแต่วันนี้ – 3 มีนาคม 2569 ที่ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ เดลี่ สาขาที่ร่วมรายการ และท็อปส์ ออนไลน์

เปิดตำนานที่สุดแห่งรสชาติญี่ปุ่น “วากิว A5” สู่ประสบการณ์ Taste ระดับโลกที่ท็อปส์คัดสรรอย่างพิถีพิถัน

หากกล่าวถึงที่สุดของรสชาติญี่ปุ่น “เนื้อวากิว” คือไอคอนแห่งความพิถีพิถันที่นักชิมทั่วโลกใฝ่ฝัน สะท้อนมาตรฐานต้นตำรับอันเคร่งครัดและศิลปะแห่งการคัดสรรที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และด้วยความเชี่ยวชาญของท็อปส์ในฐานะผู้คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพระดับโลก งานนี้จึงถ่ายทอดที่สุดแห่งรสชาติดั้งเดิมมาอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การคัดเลือกแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน การควบคุมอุณหภูมิและคุณภาพการจัดเก็บ ไปจนถึงการนำเสนอสินค้าที่คงความสดใหม่และรสสัมผัสในสไตล์ญี่ปุ่นอย่างแท้จริง นำโดย Kyoto Japanese Sirloin A5 เนื้อวากิวสันนอกเกรดสูงสุดจากเกียวโต และ Kyoto Japanese Yakiniku Cut A5 วากิวสไลซ์สำหรับยากินิคุเกรด A5 ลายไขมันละเอียดสวยงาม นุ่มละลายในปากด้วยรสอูมามิเข้มข้นตามแบบฉบับดั้งเดิม เสริมด้วย เนื้อปลาทูน่าสดหั่นสเต็ก ชิ้นหนาเต็มคำคุณภาพพรีเมียม, ผลไม้สายพันธุ์ดังอย่าง Japanese Mutsu Apple, Japanese Fuji Apple และสตรอว์เบอร์รี
“อามาโอะ
” ที่โดดเด่นด้วยความหวานฉ่ำ, Marukome Soybean Pate Miso Soup มิโสะถั่วเหลืองแท้รสกลมกล่อม, Maruha Nichiro Frozen Whipped Cream วิปครีมแช่แข็งยอดนิยม จากญี่ปุ่น และ UHA Mochu White Peach Gummy เยลลี่รสพีชเนื้อนุ่มหนึบเคี้ยวเพลินทุกองค์ประกอบหลอมรวมเป็นประสบการณ์ด้านรสชาติ ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และความงดงามของรสชาติต้นตำรับญี่ปุ่นอย่างแท้จริง               

เติมสมดุลชีวิตแบบญี่ปุ่น ด้วยไอเท็มดูแลตัวเองที่ใส่ใจทั้งความงามและสุขภาพในทุกวัน

ขณะเดียวกันภายในงาน ยังถ่ายทอดความงามในมิติที่มีสไตล์ (Style) แบบญี่ปุ่นร่วมสมัยผ่าน
ไอเท็มดูแลตัวเองที่ยึดหลัก “Less but Better” อย่างครบครัน นำโดย มาเชอรี แชมพูแอร์ฟีลอีเอกซ์เอฟ และ มาเชอรี คอนดิชันเนอร์แอร์ฟีลอีเอกซ์เอฟ สูตรไม่ผสมซิลิโคนที่ช่วยฟื้นบำรุงผมเสียให้เรียบลื่น
นุ่มโกลว์ จัดทรงง่าย พร้อมกลิ่นฟลอรัลฟรุตตี้หอมหวานสดชื่นติดผมอย่างมีเสน่ห์ เสริมด้วยไอเท็มใส่ใจสุขอนามัยในชีวิตประจำวันอย่าง ฟูราโนะ เม็ดฟู่ทำความสะอาดฟันปลอมและรีเทนเนอร์ ที่ช่วยขจัดกลิ่นและแบคทีเรียสะสม ลดสาเหตุของกลิ่นปาก และยืดอายุการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกองค์ประกอบสะท้อนปรัชญา ความใส่ใจทั้งความงามและสุขภาพแบบองค์รวม สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ที่มองหาความสมดุลทั้งรสชาติและการดูแลตัวเองในแบบฉบับญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

พิเศษเฉพาะช่วงเทศกาลนี้! ท็อปส์ยกระดับประสบการณ์การช้อปที่เหนือกว่า ชวนลูกค้าดื่มด่ำรสชาติญี่ปุ่นแบบต้นตำรับผ่านเมนูเอ็กซ์คลูซีฟจาก TOPS EATERY ที่รังสรรค์สดใหม่เพื่อเติมเต็มทุกโมเมนต์ให้พิเศษยิ่งขึ้น อาทิ Chashu Udon, Kurobuta Tonkatsu with Rice, Vegetable Tempura, Deep Fried Wagyu Sandwich และ Classic Vegetable Curry Rice พร้อมเติมเต็มความหอมกรุ่นจากเตาด้วย THE BAKER Mentaiko Shio Pan ขนมปังสไตล์ญี่ปุ่นเนื้อนุ่ม หอมเนย ท็อปปิ้งไข่ปลาเมนไทโกะหมักสูตรพิเศษที่ให้รสเค็มละมุนกลมกล่อมในทุกคำ

ร่วมสัมผัสเสน่ห์แดนอาทิตย์อุทัยในงาน “Discover Japan: Taste & Style” ตั้งแต่วันนี้ –
3 มีนาคม 2569 ที่ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ เดลี่ สาขาที่ร่วมรายการ และ ท็อปส์ ออนไลน์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tops.co.th เฟซบุ๊ก TOPSThailand และไลน์ @TOPSThailand

#TOPS #EVERYDAYDISCOVERY #DISCOVERJAPAN #TASTE&STYLE

ท็อปส์ เสริมแกร่งฟู้ดรีเทลฝั่งตะวันตกกรุงเทพฯ ปักทำเลศักยภาพสูงที่สาขาใหม่ Little Walk พรานนก–พุทธมณฑล

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดสาขาใหม่ที่โครงการ Little Walk พรานนก–พุทธมณฑล บนถนนพรานนก–กาญจนาภิเษก หนึ่งในทำเลสำคัญของย่านที่อยู่อาศัยฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานคร รองรับกำลังซื้อจากกลุ่มครอบครัวและชุมชนที่กำลังเติบโตในพื้นที่

ทำเลดังกล่าวตั้งอยู่บนถนนสายหลัก 8 เลนที่มีศักยภาพด้านการสัญจรสูง เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกได้อย่างสะดวก ใกล้ตลาดค้าส่งดอกไม้ปากคลองตลาด 2 ซึ่งเปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้พื้นที่มีความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โดยรอบเป็นย่านที่อยู่อาศัยใหม่ในโซนสีเขียว ซึ่งกำหนดขนาดแปลงที่ดินค่อนข้างใหญ่ สะท้อนโครงสร้างชุมชนที่มีฐานรายได้ระดับกลางถึงบน และแนวโน้มกำลังซื้อที่เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

ในพิธีเปิดสาขา ได้รับเกียรติจาก นายเอกลักษณ์ ปัทมสัตยาสนธิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารทรัพย์สิน บริษัท เดอะ วอล์ค จำกัด, เครือบริษัท อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน)ร่วมแสดงความยินดี โดยมีคณะผู้บริหารจากท็อปส์ นำโดย นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล พร้อมด้วย นางสุจิตา เพ็งอุ่น รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล นายธนวัฒน์ จิราจริยเวช   ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล และนายจักรกฤษณ์  จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมให้การต้อนรับ

สาขา Little Walk พรานนก–พุทธมณฑล พัฒนาภายใต้แนวคิด “Food Discovery & Destination” พร้อมการจัดวางพื้นที่ในรูปแบบ Room Concept แบ่งโซนสินค้าอย่างชัดเจน อาทิ THE BAKER, SNACKER, TOPS WINE CELLAR, FROZEN & CO., FRESH FROM FIELD, EVERCLEAN, BABY & ME, PET ’N ME, HEALTHIFUL, I LOVE TH และ CUISINE MASTER ครอบคลุมสินค้ากว่า 14,600 รายการ ทั้งอาหารสด สินค้านำเข้าพรีเมียม อาหารพร้อมรับประทาน และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน โดยผสานสินค้าคุณภาพจากทั้งผู้ผลิตในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงสินค้า Own Brand ของท็อปส์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของครัวเรือนยุคใหม่

เพื่อร่วมฉลองการเปิดสาขา ท็อปส์ จัดโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับลูกค้า โดย คุ้มที่ 1: ดีลแรง Buy 1 Get 1 FREE และสินค้าราคาพิเศษฉลองเปิดสาขาใหม่ ท็อปส์ Little Walk พรานนก–พุทธมณฑล ด้วยดีล Buy 1 Get 1 FREE และสินค้าราคาพิเศษที่คัดสรรมาเฉพาะช่วงโปรโมชั่น ตั้งแต่วันที่ 14–28 กุมภาพันธ์ 2569 ครอบคลุมทั้งสินค้าอาหารสด อาหารพร้อมทาน เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และของใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ Arigato กาแฟอเมริกาโน่และเอสเพรสโซ่, พายเผือก, เมลอนญี่ปุ่น, TGM ไส้กรอกพริกรมควัน, ท็อปส์ ปลานิลสด, BeNice เจลอาบน้ำ และ Fineline ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม ให้ลูกค้าช้อปคุ้มได้ครบทุกหมวด

คุ้มที่ 2:  สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก The 1 เมื่อช้อปครบ 800 บาทขึ้นไป ต่อ 1 ใบเสร็จ รับฟรีทันที Gift Voucher มูลค่า 100 บาท พร้อมด้วยดีลพิเศษเฉพาะวันวาเลนไทน์ลูกค้า 300 ท่านแรกได้รับดอกกุหลาบฟรี 1 ดอก และพิเศษยิ่งขึ้นเมื่อชำระผ่าน บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวันรับเพิ่ม Gift Voucher มูลค่า 100 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ เมื่อช้อปครบ 1,500 บาทขึ้นไป ต่อ 1 ใบเสร็จ รับฟรี กระเป๋า TOPSTER 1 ใบ มูลค่า 349 บาท สมาชิกยังสามารถดาวน์โหลดแอป The 1เพื่อรับคูปองรวมมูลค่าสูงสุดกว่า 2,000 บาท และสำหรับลูกค้าที่สมัครสมาชิก The 1 ณ จุดรับสมัครภายในสาขา รับถุงช้อปปิ้ง The 1 ฟรี 1 ใบ (จำนวนจำกัด) พร้อมรับสิทธิ์ The 1 Rewards เพิ่ม เมื่อสะสมยอดซื้อครบ 1,800 บาท รับ The 1 Points 100 คะแนน และเมื่อสะสมยอดซื้อครบ 2,000 บาท รับ คูปองส่วนลดมูลค่า 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ – 13 มีนาคม 2569

การเปิดสาขาแห่งใหม่นี้สะท้อนกลยุทธ์การขยายธุรกิจของท็อปส์ที่มุ่งเจาะทำเลย่านที่อยู่อาศัยศักยภาพสูง เสริมความแข็งแกร่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก และตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านฟู้ดรีเทลที่มุ่งส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งคุณภาพในทุกวันให้แก่ผู้บริโภค

ท็อปส์ สาขา Little Walk พรานนก–พุทธมณฑล เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–22.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tops.co.th Facebook: TOPSThailand หรือ LINE: @TOPSThailand

ภาพรวมความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้เราสามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดแก่คุณได้ ข้อมูลคุกกี้จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ และทำหน้าที่ต่างๆ เช่น จดจำคุณเมื่อคุณกลับมาที่เว็บไซต์ของเรา และช่วยให้ทีมงานของเราเข้าใจว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์สำหรับคุณมากที่สุด นโยบายความเป็นส่วนตัว